การเลือกมอยส์เจอไรเซอร์สักตัวอาจดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายเพราะหน้าที่หลักคือ เติมความชุ่มชื้นให้ผิว แต่ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดตอนนี้มีให้เลือกเยอะมาก หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อครีม เจล โลชั่น บาล์ม รวมถึงสูตรที่เน้นผิวแห้ง ผิวมัน ผิวเป็นสิวง่าย หรือบางตัวก็เน้นเรื่องความกระจ่างใสไปพร้อมกัน
ดังนั้น คำถามว่า “มอยส์เจอไรเซอร์ ยี่ห้อไหนดี” อาจไม่ได้มีคำตอบเดียว เพราะมอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับคนผิวแห้งมาก อาจหนักเกินไปสำหรับคนผิวมัน ขณะที่สูตรที่บางเบาและสบายผิวสำหรับคนหนึ่ง ก็อาจให้ความชุ่มชื้นไม่พอสำหรับอีกคน
บทความนี้ เราจะพาทุกคนไปเลือกมอยส์เจอไรเซอร์คือดีที่สุดสำหรับทุกคน สามารถเลือกจาก จุดเด่น ลักษณะผิว และความต้องการที่แตกต่างกัน เพื่อให้คนที่กำลังมองหามอยส์เจอไรเซอร์ได้เห็นภาพมากขึ้นว่าแต่ละตัวเหมาะกับใคร และควรพิจารณาอะไรบ้าง ก่อนจะเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม
มอยส์เจอไรเซอร์สำคัญกับผิวอย่างไร

ก่อนที่จะไปเลือกว่า มอยส์เจอไรเซอร์ ยี่ห้อไหนดี อยากให้เข้าใจก่อนว่าหน้าที่ของมอยส์เจอไรเซอร์ไม่ได้มีแค่ทำให้ผิวรู้สึกนุ่มหลังใช้เท่านั้น ผิวของเรามีเกราะป้องกันตามธรรมชาติ ที่ช่วยลดการสูญเสียน้ำและปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอก หากผิวขาดความชุ่มชื้นหรือเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ อาจทำให้รู้สึกแห้งตึง ลอกง่าย หรือระคายเคืองได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การใช้มอยส์เจอไรเซอร์จึงเป็นหนึ่งในขั้นตอนพื้นฐานที่ช่วยดูแลสมดุลของผิวในชีวิตประจำวัน
ส่วนผสมที่พบในมอยส์เจอไรเซอร์ก็มีหลายกลุ่ม เช่น Hyaluronic Acid ที่ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้น, Ceramide ที่ช่วยดูแลเกราะป้องกันผิว หรือส่วนผสมอย่าง Panthenol, Allantoin และ Centella Asiatica ที่มักใช้ในสูตรสำหรับปลอบประโลมผิว
แต่ไม่ได้หมายความว่ายิ่งมีส่วนผสมเยอะจะยิ่งดีเสมอไป เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือเลือกสูตรให้เหมาะกับสภาพผิวและใช้แล้วรู้สึกสบายผิวในระยะยาว ส่วนจะมีมอยส์เจอไรเซอร์ ยี่ห้อไหนบ้างนั้น เรามาดูต่อกันเลยค่ะ
แนะนำ 10 มอยส์เจอไรเซอร์ ยี่ห้อไหนดี
1. CeraVe Facial Moisturising Lotion

Everyday / Lightweight / Acne-prone
เหมาะกับ: ผิวธรรมดา ผิวมัน ผิวผสม และคนที่ต้องการมอยส์เจอไรเซอร์ใช้สำหรับทุกวัน
มาเริ่มกันที่มอยส์เจอไรเซอร์ที่หยิบมาใช้ได้ง่ายในทุกวันอย่าง CeraVe Facial Moisturising Lotion เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ค่อนข้างตรงโจทย์ โดยเฉพาะคนที่ไม่ชอบครีมหนัก ๆ และอยากดูแลเรื่องความชุ่มชื้นควบคู่กับ Skin Barrier ไปด้วย
ถึงแม้โลชั่นตัวนี้จะเหมาะสำหรับผิวธรรมดา แต่จากคุณสมบัติและเนื้อที่ไม่หนักจนเกินไป จึงเหมาะกับคนที่มีผิวมันหรือมีแนวโน้มเป็นสิวง่ายได้ด้วย เนื้อสัมผัสค่อนข้างบางเบาและซึมง่าย จึงเหมาะกับการใช้เป็นประจำทั้งในตอนเช้าและตอนเย็น
ส่วนผสมที่เป็นจุดเด่นของ CeraVe คือ เซราไมด์ 3 ชนิด ซึ่งเป็นกลุ่มไขมันที่มีบทบาทสำคัญต่อเกราะป้องกันผิว นอกจากนี้ยังมี Hyaluronic Acid และ Niacinamide ช่วยดูแลเรื่องความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิว และอีกอย่างที่น่าสนใจคือ MVE Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีของแบรนด์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยกักเก็บและปล่อยความชุ่มชื้นอย่างต่อเนื่อง
- เซราไมด์ 3 ชนิด ช่วยดูแลเกราะป้องกันผิวและช่วยให้ผิวคงความแข็งแรง
- MVE Technology ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและค่อย ๆ เติมความชุ่มชื้นให้ผิว
- Hyaluronic Acid ช่วยเพิ่มและรักษาความชุ่มชื้น ทำให้ผิวไม่รู้สึกแห้งตึงง่าย
- Niacinamide ช่วยปลอบประโลมผิว และเหมาะกับคนที่ต้องการดูแลผิวที่มีรอยแดงจากสิว
- เนื้อโลชั่นบางเบา ปราศจากน้ำมัน น้ำหอม และไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน จึงเหมาะกับการใช้ทุกวัน
- ถ้าเป็นคนผิวแห้งมาก อาจรู้สึกว่าเนื้อโลชั่นไม่เข้มข้นเพียงพอ และอาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นร่วมด้วย
- เหมาะกับคนที่ชอบเนื้อบางเบามากกว่าคนที่มองหาครีมเนื้อหนัก
2. La Roche-Posay Cicaplast Baume B5+

Repair / Soothing
เหมาะกับ: คนผิวแห้ง ผิวที่มีแนวโน้มระคายเคืองง่าย หรือคนที่ชอบมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเข้มข้น
สำหรับคนที่มีผิวแห้งง่าย แพ้ง่าย หรือช่วงไหนผิวต้องการการบำรุงมากเป็นพิเศษ มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเข้มข้นแบบบาล์มจาก La Roche-Posay Cicaplast Baume B5+ เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ความแตกต่างของมอยส์เจอไรเซอร์ตัวนี้เมื่อเทียบกับโลชั่นหรือเจลครีมทั่วไปคือ เนื้อค่อนข้างเข้มข้น จึงเหมาะกับคนที่ต้องการการบำรุงให้ผิวมากขึ้น โดยเฉพาะผิวบริเวณที่แห้ง ลอกหรือระคายเคืองนั่นเอง
ส่วนผสมเด่นของตัวนี้คือ Vitamin B5 5% ที่ช่วยฟื้นบำรุงและดูแลเกราะป้องกันผิว รวมถึง Madecassoside ซึ่งช่วยปลอบประโลมผิว ส่วน Tribioma เป็นอีกหนึ่งส่วนผสมที่ทางแบรนด์นำมาใช้ในสูตรเพื่อเสริมสร้างในการบำรุงผิว
ถึงแม้จะเป็นเนื้อบาล์ม ทำให้เนื้อเข้มข้นแต่ไม่เหนียวเหนอะหนะขณะใช้งาน และสามารถใช้ได้ทั้งบริเวณใบหน้าหรือบริเวณลำตัวที่ต้องการการบำรุงเป็นพิเศษได้เลย
- Vitamin B5 5% ช่วยฟื้นบำรุงและดูแลเกราะป้องกันผิว
- Madecassoside ช่วยปลอบประโลมผิวและให้ผิวรู้สึกสบายขึ้น
- Tribioma เป็นส่วนผสมที่แบรนด์ใช้เพื่อช่วยดูแลและบำรุงผิว
- เนื้อบาล์มเข้มข้น เหมาะกับผิวที่ต้องการการบำรุงมากกว่ามอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบาง
- เนื้อจะเข้มข้นกว่ามอยส์เจอไรเซอร์ประเภทโลชั่นหรือเจล อาจจะไม่เหมาะสำหรับคนที่คนที่ไม่ชอบมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อบาล์ม
- ราคาสูงกว่ามอยส์เจอไรเซอร์ทั่วไป
3. Nami Super C Pink Guava Moist Booster

Moisture / Glow / Plump
เหมาะกับ: คนที่มีผิวดูหมองคล้ำ ขาดน้ำ หรืออยากให้ผิวดูชุ่มชื้น อิ่มฟู และกระจ่างใสมากขึ้น
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองหามอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่ได้แค่ทำให้ “ผิวชุ่มชื้น” เท่านั้น แต่ยังต้องการให้ผิวดูสดใสและอิ่มฟูขึ้นด้วย มอยส์เจอไรเซอร์จากแบรนด์ Nami Super C Pink Guava Moist Booster เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและมีคอนเซปต์ที่แตกต่างจากมอยส์เจอไรเซอร์กลุ่ม Skin Barrier ทั่วไปในท้องตลาด
โดยเฉพาะจุดเด่นของผลิตภัณฑ์คือการนำเอา Pink Guava หรือฝรั่งชมพู ซึ่งมีวิตามินซีและไลโคปีน มาเป็นส่วนหนึ่งของส่วนผสม พร้อมกับวิตามินซี 5 อนุพันธ์ และยังผสานกับ Niacinamide 4% จึงทำให้มอยส์เจอไรเซอร์สูตรนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการดูแลทั้งเรื่องความชุ่มชื้นและผิวที่ดูหมองคล้ำ โดยยังมี Ceramide เข้ามาช่วยดูแลเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้น
เนื้อผลิตภัณฑ์จะมาในรูปแบบของ เจลครีม จึงมีความบางเบา เกลี่ยง่าย ใช้แล้วสบายผิวทันทีหลังใช้งาน สามารถใช้ได้ทุกวัน เหมาะสำหรับคนที่อยากได้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ทาแล้วให้ความรู้สึกชุ่มชื้น แต่ยังอยากได้ผิวที่ดูสดใสและ Glow มากขึ้น
นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยังช่วยให้ผิวดูสว่างกระจ่างใสขึ้นภายใน 7 วัน* และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวทันที 124% (ผลลัพธ์อาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล)
ด้วยส่วนผสมที่ลงตัว เพราะไม่ใช่แค่ดูแลผิวให้ชุ่มชื้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ผิว Glow กระจ่างใส อิ่มฟูควบคู่ไปด้วย เรียกว่าเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่ตอบโจทย์การดูแลผิวแบบรอบด้าน จึงทำให้ Nami Super C Pink Guava Moist Booster เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจและยังหาซื้อได้ง่าย
- Pink Guava มีวิตามินซีและไลโคปีน ช่วยดูแลผิวที่ดูหมองคล้ำและให้ผิวดูสดใสขึ้น
- วิตามินซี 5 อนุพันธ์ ช่วยดูแลเรื่องความกระจ่างใสและรอยดำ พร้อมมีส่วนช่วยในการดูแลคอลลาเจนของผิว
- Niacinamide 4% ช่วยดูแลรอยดำและสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ
- Ceramide ช่วยเสริมการดูแลเกราะป้องกันผิวและช่วยรักษาความชุ่มชื้น
- เนื้อเจลครีม ให้ความชุ่มชื้นพร้อมเน้นให้ผิวดู Glow และอิ่มฟู เหมาะกับคนที่อยากดูแลหลายเรื่องในขั้นตอนเดียว
- หากเป็นคนที่ผิวไวต่อส่วนผสมกลุ่มวิตามินซี ควรเริ่มใช้ในปริมาณพอเหมาะและสังเกตผิวของตัวเอง
- จุดเด่นของสูตรอยู่ที่ Moisture + Glow จึงเหมาะกับคนที่ต้องการทั้งความชุ่มชื้นและความกระจ่างใส
4. SKINTIFIC 5X Ceramide Barrier Moisture Gel

Lightweight / Barrier
เหมาะกับ: ผิวมัน ผิวผสม หรือคนที่ชอบมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเจลบางเบา
สำหรับใครที่รู้สึกว่า “อยากลองใช้มอยส์เจอไรเซอร์ แต่ไม่ชอบความเหนอะ” มอยส์เจอไรเซอร์ตัวนี้เป็นอีกตัวที่หลายคนน่าจะถูกใจ เพราะมาในรูปแบบ เจลเนื้อบางเบา แต่ยังเน้นเรื่องความชุ่มชื้นและเกราะป้องกันผิว
SKINTIFIC 5X Ceramide Barrier Moisture Gel มี Ceramide 5 ชนิด ซึ่งเป็นจุดเด่นหลักทำงานร่วมกับ Hyaluronic Acid ที่ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้น นอกจากนี้ยังมี Centella Asiatica และ Marine Collagen เข้ามาช่วยปลอมประโลมและฟื้นบำรุงผิวให้สุขภาพดีขึ้น
เนื้อเจลแบบบางเบา ทำให้เหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตในอากาศร้อนหรือไม่ชอบความรู้สึกหนักหน้า โดยเฉพาะคนผิวมันหรือผิวผสมที่ยังต้องการมอยส์เจอไรเซอร์ แต่ไม่อยากได้เนื้อครีมเข้มข้น
- Ceramide 5 ชนิด ช่วยดูแลและเสริมเกราะป้องกันผิว
- Hyaluronic Acid ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้น
- Centella Asiatica ช่วยปลอบประโลมผิว
- Marine Collagen ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและสุขภาพดี
- เนื้อเจลบางเบา ให้ความชุ่มชื้นโดยไม่ทำให้รู้สึกหนักหน้า
- หากผิวแห้งมาก อาจต้องการการบำรุงเพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์เนื้อเข้มข้น
- จุดเด่นหลักคือความชุ่มชื้นและ Skin Barrier ไม่ได้เน้นเรื่องความกระจ่างใสโดยเฉพาะ
5. La Roche-Posay Effaclar Duo+M

Acne-prone
เหมาะกับ: ผิวมัน ผิวผสม และผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย
สำหรับคนที่มีปัญหาสิว อาจจะเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ ไม่ใช่แค่สูตรที่ให้ความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว เพราะคนที่มีปัญหาสิว จะต้องดูแลเรื่องความมัน สิวอุดตัน รอยสิว และความระคายเคืองควบคู่กันไป ด้วย
La Roche-Posay Effaclar Duo+M จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับคนที่มองหามอยส์เจอไรเซอร์สำหรับดูแลผิวเป็นสิวมากกว่าแค่เรื่องความชุ่มชื้น โดยเน้นทั้งปัญหาสิวอุดตัน ความมันส่วนเกิน และรอยดำหลังสิวใน routine เดียวกัน จุดที่น่าสนใจคือการนำ PHYLOBIOMA มาทำงานร่วมกับ LHA, Zinc PCA, Niacinamide และ Procerad ทำให้การดูแลไม่ได้หยุดอยู่แค่ตอนมีสิว แต่ยังครอบคลุมการดูแลผิวหลังสิวและช่วยให้ผิวโดยรวมดูเรียบเนียนขึ้นด้วย
สำหรับคนที่มีสิวเป็นปัญหาหลักและยังต้องการรักษาความชุ่มชื้นของผิวไปพร้อมกัน มอยส์เจอไรเซอร์ตัวนี้จึงเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมาก
- ออกแบบมาสำหรับผิวที่มีปัญหาสิว เหมาะกับคนที่มีปัญหาสิวเสี้ยนและสิวอุดตัน และต้องการมอยส์เจอไรเซอร์ที่ดูแลผิวไปพร้อมกับปัญหาสิว
- PHYLOBIOMA และ APF ช่วยดูแลสมดุลของผิว
- LHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอก ช่วยดูแลผิวที่ไม่เรียบเนียน และมีส่วนช่วยให้รอยดำจากสิวดูจางลง
- Zinc PCA ช่วยดูแลความมันส่วนเกินบนผิว ขณะที่ Niacinamide ช่วยปลอบประโลมผิวที่มีปัญหาสิว
- ดูแลรอยสิวควบคู่ไปกับการดูแลสิว
- เป็นสูตรที่เน้นการดูแลผิวที่มีปัญหาสิวโดยเฉพาะ หากไม่ได้มีปัญหาสิวหรือความมัน อาจมีมอยส์เจอไรเซอร์สูตรอื่นที่ตอบโจทย์การเติมความชุ่มชื้นได้ตรงกว่า
- หากใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิวหรือสกินแคร์ที่มีสารผลัดเซลล์ผิวอยู่แล้ว ควรพิจารณาส่วนผสมใน routine โดยรวม เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ active ingredients ที่อาจซ้ำซ้อนกันมากเกินไป
6. Moleculogy Starter Soft Cream

Barrier / Brightening
เหมาะกับ: คนที่ผิวขาดน้ำ ผิวดูหมอง และต้องการดูแลเกราะป้องกันผิวควบคู่กัน
Moleculogy Starter Soft Cream เป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่น่าสนใจสำหรับคนที่รู้สึกว่าอยากดูแลผิวมากกว่าหนึ่งเรื่องในเวลาเดียวกัน เพราะสูตรนี้มีทั้งส่วนผสมที่ช่วยเติมความชุ่มชื้น ดูแลเกราะป้องกันผิว และส่วนผสมที่เน้นเรื่องความกระจ่างใส
จุดที่เห็นได้ชัดคือ Ceramide Complex 6 ชนิด ซึ่งมาช่วยดูแล Skin Barrier ขณะที่ Vitamin B3 และสารสกัดจากพืชหลายชนิดเข้ามาเสริมการดูแลผิวให้ดูสม่ำเสมอและสดใสมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมี Hyaluronic Acid, Panthenol, Betaine และ Centella Asiatica ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและปลอบประโลมผิว เรียกได้ว่าเป็นสูตรที่ค่อนข้าง “จัดเต็ม” สำหรับคนที่ไม่อยากแบ่งการดูแลผิวเป็นหลายขั้นตอนนั้นเอง
- Ceramide Complex 6 ชนิด ช่วยดูแลเกราะป้องกันผิวและผิวที่อ่อนแอ
- Vitamin B3 ช่วยดูแลความกระจ่างใสและรอยดำ พร้อมช่วยให้สีผิวดูสม่ำเสมอ
- สารสกัดจากพืชหลายชนิด เช่น Allantoin, Licorice และ Centella Asiatica ช่วยปลอบประโลมผิว
- Hyaluronic Acid, Panthenol และ Betaine ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวที่ขาดน้ำ
- มีส่วนผสมที่ช่วยดูแลผิวให้เรียบเนียนและยืดหยุ่น เช่น สารสกัดโสมและ Chlorella Vulgaris
- สูตรมีส่วนผสมหลายชนิด หากเป็นคนที่ผิวไวมาก ควรทดสอบการใช้ก่อน
7. SRICHAND Skin Moisture Burst Gel Cream

Hydration
เหมาะกับ: คนที่ต้องการเน้นเติมความชุ่มชื้นและชอบเนื้อเจลครีมเบา ๆ
มอยส์เจอไรเซอร์จากศรีจันทร์ตัวนี้ เหมาะกับคนที่ชอบเนื้อเจลครีมและต้องการความชุ่มชื้นแบบใช้ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนผสมประกอบด้วย Trehalose และ Hyaluronic Acid ซึ่งช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว ขณะที่ Allantoin และ Apple Fruit Extract ช่วยดูแลผิวให้รู้สึกสบายขึ้น อีกส่วนผสมที่น่าสนใจคือ Madecassoside และ Watermelon Fruit Extract ซึ่งเข้ามาช่วยดูแลเรื่องความชุ่มชื้นและความเรียบเนียนของผิวนั่นเอง
มีข้อมูลการทดสอบจากแบรนด์เรื่องความชุ่มชื้นและการระคายเคืองกับกลุ่มตัวอย่าง โดยระบุว่าสามารถช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้นานถึง 72 ชั่วโมง และผ่านการทดสอบการระคายเคืองกับกลุ่มผิวแพ้ง่าย (ผลลัพธ์จากการทดสอบ อาจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล)
- Trehalose และ Hyaluronic Acid ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้น
- Allantoin ช่วยปลอบประโลมและดูแลผิวให้รู้สึกสบาย
- Glyceryl Glucoside และ Centella Asiatica ช่วยรักษาความชุ่มชื้นในผิว
- Madecassoside และ Watermelon Fruit Extract ช่วยดูแลความชุ่มชื้นและให้ผิวดูเรียบเนียน
- เนื้อเจลครีมบางเบา สามารถใช้ได้ทั้งตอนเช้าและกลางคืน เหมาะกับการเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ประจำวัน
- ถ้าผิวแห้งมาก อาจต้องใช้ครีมที่เข้มข้นขึ้นหรือเพิ่มขั้นตอนบำรุง
- ผลลัพธ์เรื่องความชุ่มชื้นและริ้วรอยแตกต่างกันได้ตามสภาพผิวของแต่ละคน
8. MizuMi Cica Soothing Moisture Gel

Oily / Acne-prone / Soothing
เหมาะกับ: ผิวมัน ผิวผสม ผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย และคนที่ต้องการเนื้อเจลซึมไว
ถ้าพูดถึงมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับคนผิวมันหรือเป็นสิวง่าย สิ่งหนึ่งที่หลายคนมองหานอกจากความชุ่มชื้นคือ “ทาแล้วต้องไม่หนักหน้า” MizuMi Cica Soothing Moisture Gel จึงเหมาะมาก เพราะเป็นมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเจลที่เน้นความเบาสบาย พร้อมส่วนผสมที่ช่วยเติมน้ำและปลอบประโลมผิว
โดยส่วนผสมเด่นคือ Madagascar Cica 2% และ Aloe Vera Extract 99.5% นอกจากนี้ยังมี Carbohydrate Complex ที่มีโครงสร้างคล้าย Natural Moisturizing Factor ซึ่งช่วยเติมและรักษาความชุ่มชื้นของผิว
สูตรยังปราศจากน้ำมัน น้ำหอม พาราเบน แอลกอฮอล์ สีสังเคราะห์ และซิลิโคน จึงเป็นอีกตัวเลือกสำหรับคนที่กำลังมองหาสูตรเรียบง่ายและเนื้อเบา
- Madagascar Cica 2% ช่วยปลอบประโลมและดูแลผิวที่มีแนวโน้มระคายเคือง
- Aloe Vera Extract 99.5% ช่วยเติมความชุ่มชื้นและดูแลผิวไม่ให้แห้งกร้าน
- Carbohydrate Complex ช่วยเติมและรักษาความชุ่มชื้นในผิว
- Bio-P Exopolysaccharide ช่วยดูแลผิวจากปัจจัยภายนอกและมลภาวะ
- ปราศจากน้ำมัน น้ำหอม พาราเบน แอลกอฮอล์ สีสังเคราะห์ และซิลิโคน พร้อมเนื้อเจลที่ซึมง่าย
- หากผิวแห้งมาก อาจต้องการมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีความเข้มข้นมากกว่านี้
- เหมาะกับคนที่ชอบเนื้อบางเบาเป็นพิเศษ
9. Glad2Glow Centella Gel Moisturizer

Oily / Acne / Soothing
เหมาะกับ: ผิวมัน ผิวผสม และผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย
สำหรับคนผิวมันหรือมีสิวง่าย การใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ใช้ง่าย สูตรที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนั้น แต่เน้นสิ่งที่ผิวต้องการจริง ๆ อย่างความชุ่มชื้น การปลอบประโลม และการดูแลความมัน น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
Glad2Glow Centella Gel Moisturizer มาในรูปแบบเจลที่ให้ความรู้สึกบางเบาและเย็นสบายขณะทา โดยมี Centella Asiatica และ Allantoin เป็นส่วนผสมสำคัญ
Centella Asiatica มีบทบาทในการปลอบประโลมผิว ส่วน Allantoin ช่วยเติมและรักษาความชุ่มชื้น จึงเป็นสูตรที่เหมาะกับคนที่อยากได้มอยส์เจอไรเซอร์ง่าย ๆ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะคนผิวมันหรือมีแนวโน้มเป็นสิวง่ายโดยเฉพาะ
- Centella Asiatica ช่วยปลอบประโลมผิวและดูแลผิวที่มีรอยแดงจากการระคายเคือง
- Allantoin ช่วยเติมความชุ่มชื้นและช่วยรักษาน้ำในผิว
- เนื้อเจลบางเบา ให้ความรู้สึกเย็นสบาย ไม่หนักผิว
- ช่วยดูแลความมันส่วนเกิน จึงเหมาะกับคนผิวมันและผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย
- เน้นการดูแลผิวแบบพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งความชุ่มชื้น การปลอบประโลม และการดูแลความมัน
- หากเป็นคนผิวแห้งมาก อาจต้องการผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นเข้มข้นกว่า
- หากต้องการดูแลเรื่องริ้วรอยหรือความกระจ่างใสโดยเฉพาะ อาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์อื่นร่วมด้วย
10. Dr.G R.E.D Blemish Clear Soothing Cream

Acne / Sensitive / Repair
เหมาะกับ: ผิวเป็นสิวง่าย ผิวบอบบาง และคนที่ต้องการมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อครีมเจลที่เน้นการปลอบประโลม
ปิดท้ายด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ที่เน้นการปลอบประโลมและดูแลผิวที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่ายอย่าง Dr.G R.E.D Blemish Clear Soothing Cream
จุดเด่นที่สำคัญคือ 10 Cica-Complex ซึ่งออกแบบมาเพื่อดูแลผิวที่มีปัญหาสิว รอยแดง และการระคายเคือง นอกจากนี้ยังมีจุดขายเรื่องการเติมความชุ่มชื้น โดยแบรนด์ระบุว่าสามารถให้ความชุ่มชื้นยาวนานถึง 100 ชั่วโมง เนื้อผลิตภัณฑ์เป็นครีมเจลที่ค่อนข้างเบา ซึมง่าย และไม่ให้ความรู้สึกหนักหน้า จึงเป็นเนื้อสัมผัสที่เหมาะกับคนที่อยากได้ความชุ่มชื้น แต่ยังต้องเจอกับสภาพอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรา
อีกจุดที่น่าสนใจคือ มอยส์เจอไรเซอร์ตัวนี้เหมาะกับผิวเป็นสิว ผิวบอบบาง และผิวแพ้ง่าย อย่างไรก็ตาม เรื่องสิวและการระคายเคืองมีหลายปัจจัย ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลผิวเท่านั้น
- 10 Cica-Complex ช่วยปลอบประโลมและดูแลผิวที่เป็นสิวง่ายหรือมีแนวโน้มระคายเคือง
- ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิว โดยมีเทคโนโลยี Ultra Micro Moisture ตามข้อมูลผลิตภัณฑ์
- เนื้อครีมเจลบางเบา ซึมง่ายและไม่รู้สึกเหนอะหนะ
- เหมาะกับผิวเป็นสิวง่ายและผิวบอบบาง โดยเน้นทั้งการปลอบประโลมและดูแล Skin Barrier
- ช่วยดูแลผิวหลังเจอปัจจัยกระตุ้น เช่น ความร้อน แสงแดด และมลภาวะ พร้อมช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนและชุ่มชื้น
- หากต้องการมอยส์เจอไรเซอร์ที่เน้นเรื่องความกระจ่างใสโดยเฉพาะ ตัวนี้จะเน้นการปลอบประโลมและดูแลผิวมากกว่า
- ปัญหาสิวและผิวระคายเคืองมีหลายสาเหตุ หากมีอาการแดง ผิวแพ้ง่าย อย่างต่อเนื่องควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
เลือกมอยส์เจอไรเซอร์ให้เหมาะกับผิว

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับ 10 มอยส์เจอไรเซอร์จากแบรนด์ดังที่เราเอาข้อมูลมาฝากในวันนี้ จะสังเกตว่าจริง ๆ แล้วไม่มีตัวไหนที่เหมาะกับทุกคนแบบ 100% เพราะแต่ละสูตรถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สภาพผิวที่แตกต่างกัน
ดังนั้นแทนที่จะถามเพียงว่า “มอยส์เจอไรเซอร์ ยี่ห้อไหนดี” ลองเปลี่ยนคำถามเป็น “ตอนนี้ผิวของเราต้องการอะไร” จะเลือกง่ายกว่า
ผิวแห้งหรือรู้สึกแห้งตึง ระคายเคือง
ลองมองหาส่วนผสมอย่าง Ceramide, Hyaluronic Acid, Panthenol หรือส่วนผสมที่ช่วยดูแลเกราะป้องกันผิว และเลือกเนื้อที่มีความเข้มข้นเพียงพอกับผิว
Cicaplast Baume B5+ จะเหมาะกับคนที่ชอบเนื้อเข้มข้น ขณะที่ CeraVe Facial Moisturising Lotion เหมาะกับคนที่อยากได้เนื้อโลชั่นเบากว่า
ผิวมันหรือไม่ชอบเนื้อครีมหนัก
มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเจลหรือโลชั่นมักเป็นตัวเลือกที่ใช้ง่ายกว่า เพราะให้ความชุ่มชื้นโดยไม่เพิ่มความรู้สึกหนักบนใบหน้า
SKINTIFIC, MizuMi และ Glad2Glow เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ โดยควรเลือกจากส่วนผสมและความรู้สึกหลังใช้จริงร่วมด้วย
ผิวเป็นสิวง่าย
อย่าตัดมอยส์เจอไรเซอร์ออกเพียงเพราะกลัวหน้ามัน เพราะผิวเป็นสิวง่ายก็ยังต้องการความชุ่มชื้นและการดูแลเกราะป้องกันผิว ให้มองหาสูตรที่เนื้อไม่หนักและเหมาะกับผิวของตัวเอง เช่น CeraVe Facial Moisturising Lotion, Effaclar Duo+M, MizuMi หรือ Dr.G เป็นต้น
ผิวหมองคล้ำ อยากให้ดู Glow มากขึ้น
ในกลุ่มนี้ควรมองหาส่วนผสมที่เน้นความกระจ่างใส เช่น Vitamin C หรือ Niacinamide แต่ก็ยังควรให้ความสำคัญกับความชุ่มชื้นและ Skin Barrier ด้วย
Nami Super C Pink Guava Moist Booster เป็นตัวที่วางแนวทางมาค่อนข้างชัดในเรื่อง Moisture + Glow + Plump โดยใช้ Pink Guava, Vitamin C 5 อนุพันธ์ และ Niacinamide 4% เป็นส่วนสำคัญในการดูแลผิวให้ชุ่มชื้นกระจ่างใส
ขั้นตอนการดูแลผิว ใช้มอยส์เจอไรเซอร์ตอนไหน
การเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับผิวเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาก็จริง แต่การลงสกินแคร์ตามลำดับก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะแต่ละขั้นตอนมีหน้าที่ต่างกัน และการเรียงลำดับการลงสกินแแคร์อย่างเหมาะสม จะช่วยให้เราใช้ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นไปดูกันว่าขั้นตอนการดูแลผิวหน้านั้น มีอะไรบ้าง
1. ทำความสะอาดผิวหน้า
เริ่มต้นด้วยการล้างหน้าให้สะอาด โดยเลือกคลีนเซอร์ให้เหมาะกับสภาพผิว หากแต่งหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์กันน้ำ อาจจะต้องใช้คลีนซิ่งก่อนแล้วจึงตามด้วยโฟมล้างหน้าอีกครั้ง
โดยไม่จำเป็นต้องล้างหน้าจนรู้สึกตึงหรือแห้งเอี๊ยด เพราะการล้างหน้าหลายครั้งเกินไป ไม่ได้หมายความว่าผิวจะสะอาดและสุขภาพดีเสมอไป
2. โทนเนอร์หรือเอสเซนส์
หลังล้างหน้า หากมีโทนเนอร์หรือเอสเซนส์ที่ใช้เป็นประจำ สามารถลงในขั้นตอนนี้ได้ โดยเลือกตามความต้องการของผิว เช่น เพิ่มความชุ่มชื้นหรือช่วยเตรียมผิวก่อนลงสกินแคร์ขั้นต่อไป
ถ้าไม่มีผลิตภัณฑ์ในขั้นตอนนี้ก็ไม่เป็นไร เพราะโทนเนอร์ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจำเป็นต้องมี แต่ขั้นตอนนี้จะเป็นเหมือนการเตรียมผิวเพื่อรับการบำรุงผิวในขั้นตอนต่อไป
3. เซรั่มหรือทรีตเมนต์
ขั้นต่อมาคือผลิตภัณฑ์ที่เน้นดูแลปัญหาผิว เช่น เซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้น เซรั่มวิตามินซี หรือผลิตภัณฑ์ที่ดูแลเรื่องรอยสิวและความหมองคล้ำ
หากใช้หลายตัว ควรดูส่วนผสมและคุณสมบัติของแต่ละผลิตภัณฑ์ร่วมกัน ไม่จำเป็นต้องลงทุกอย่างในครั้งเดียว โดยเฉพาะคนที่มีผิวบอบบางหรือกำลังใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี active ingredients ควรเลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะสมและสามารถใช้ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์อื่นได้ด้วย
4. มอยส์เจอไรเซอร์
มอยส์เจอไรเซอร์ จะอยู่ในขั้นตอนบำรุงหลังจากเซรั่มหรือทรีตเมนต์ โดยมีหน้าที่ช่วยเพิ่มและรักษาความชุ่มชื้นให้ผิว รวมถึงช่วยดูแลเกราะป้องกันผิว
ตรงนี้เองที่การเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ให้เหมาะกับสภาพผิวมีความสำคัญ เช่น ผิวมันหรือเป็นสิวง่ายอาจชอบเนื้อเจลหรือโลชั่นที่บางเบา ส่วนผิวแห้งอาจเหมาะกับเนื้อครีมที่เข้มข้นขึ้น
และไม่จำเป็นต้องเลือกตัวที่แพงที่สุดเสมอไป เพราะมอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะกับผิวและใช้ได้อย่างสม่ำเสมอ มักมีประโยชน์มากกว่าการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ไปเรื่อย ๆ
5. กันแดดในตอนเช้า
สำหรับช่วงเช้า ครีมกันแดด ควรเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการบำรุงผิว ก่อนแต่งหน้า เพราะการดูแลผิวไม่ได้จบแค่การเติมความชุ่มชื้น แต่การปกป้องผิวจากรังสี UV ก็สำคัญเช่นกัน
หลังจากมอยส์เจอไรเซอร์ซึมเข้าสู่ผิวแล้ว จึงตามด้วยกันแดดให้ทั่วใบหน้าและลำคอ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนแต่งหน้าได้ตามปกติได้เลย
มอยส์เจอไรเซอร์ที่ดี ไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด
สุดท้ายแล้ว การเลือก มอยส์เจอไรเซอร์ ยี่ห้อไหนดี ไม่ได้มีสูตรสำเร็จว่าต้องเลือกแบรนด์ไหน หรือราคาประมาณเท่าไร สิ่งที่สำคัญกว่าคือผลิตภัณฑ์นั้นตอบโจทย์ผิวของเราหรือเปล่า คนผิวมันอาจมีความสุขกับเจลบางเบาที่ราคาไม่สูงมาก ในขณะที่คนผิวแห้งอาจรู้สึกว่าบาล์มหรือครีมเข้มข้นตอบโจทย์กว่า และคนที่อยากดูแลทั้งความชุ่มชื้นและความกระจ่างใสก็อาจเลือกสูตรที่มี Vitamin C หรือ Niacinamide เข้ามาช่วย
อีกเรื่องที่อยากฝากไว้คือ อย่าเปลี่ยนมอยส์เจอไรเซอร์บ่อยเกินไปเพียงเพราะเห็นรีวิวว่าตัวใหม่ดีกว่า เพราะผิวของแต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน และการดูแลผิวที่ดีไม่ได้วัดจากจำนวนผลิตภัณฑ์ที่มีบนโต๊ะเครื่องแป้ง เพราะถ้าตัวที่ใช้อยู่ทำให้ผิวรู้สึกสบาย ไม่แห้งตึง ไม่หนักจนรำคาญ และไม่มีอาการระคายเคือง นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดูแลผิวแล้ว
และไม่ว่าจะเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ตัวไหน การใช้ผลิตภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอก็สำคัญไม่แพ้การเลือกผลิตภัณฑ์ รวมถึงการทำความสะอาดผิวอย่างเหมาะสมและ ทาครีมกันแดดในตอนเช้า เพราะการดูแลผิวไม่ได้จบแค่ขั้นตอนของมอยส์เจอไรเซอร์เท่านั้น
ดังนั้น ถ้ากำลังมองหา มอยส์เจอไรเซอร์ ยี่ห้อไหนดีในปี 2026 ลองเริ่มจากสภาพผิวและปัญหาผิวที่ต้องการแก้ไขก่อน แล้วค่อยเลือกเนื้อสัมผัสและส่วนผสมที่เหมาะกับผิวของตัวเอง วิธีนี้อาจช่วยให้เจอ “มอยส์เจอไรเซอร์” ตัวที่ใช่ได้เร็วกว่าการเลือกจากคำว่า “ดีที่สุด” เพียงอย่างเดียว
เพราะมอยส์เจอไรเซอร์ที่ดีที่สุดสำหรับเรา อาจไม่ใช่ตัวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แต่คือผลิตภัณฑ์ที่เราใช้แล้วผิวดีขึ้น และสามารถใช้ต่อเนื่องได้จริงในทุกวัน
