เครื่องแปลภาษา ยี่ห้อไหนดี

รีวิว เครื่องแปลภาษา ยี่ห้อไหนดี รองรับการใช้งานครบครัน ปี 2021

เสน่ห์อีกประเภทของคนแต่ละชนชาตินั่นคือการมีภาษาเป็นของตนเอง ความสละสลวยที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่เมื่อต้องมีการสานสัมพันธ์ของคนประเทศต่าง ๆ ทำให้การเรียนรู้ภาษาเป็นสิ่งสำคัญ ความโชคดีของคนยุคนี้ที่ต้องใช้ภาษาต่างชาติบ่อยคงหนีไม่พ้น “เครื่องแปลภาษา” ไม่ต้องเปิด Dictionary หาคำศัพท์ทีละคำอีกต่อไป อยากรู้จักคำไหน แปลความได้ทันที ใครที่ต้องใช้ภาษาอื่นอยู่บ่อย มาพบกับรีวิว เครื่องแปลภาษา ยี่ห้อไหนดี ใช้งานอย่างครบครัน 

อันดับ 1
9.7
เครื่องแปลภาษา CheetahTALK AI Voice Translator
เครื่องแปลภาษา CheetahTALK AI Voice Translator
  • มีน้ำหนักเบามาก ขนาดกะทัดรัด พกพาง่าย
  • คลังภาษามาจาก Microsoft
  • แบตเตอรี่ Standby ได้ยาวนาน 180 วัน
  • แปลแบบเรียลไทม์ รวดเร็ว เข้าใจง่าย
  • กันน้ำได้ถึงระดับ IP54
อันดับ 2
9.3
เครื่องแปลภาษา T8 Pro
เครื่องแปลภาษา T8 Pro
  • รองรับภาษาได้เยอะมากถึง 102 ภาษาทั่วโลก
  • ใช้งานได้แบบ 3 in 1 แปลภาษารอบตัวง่ายดาย
  • พูดโต้ตอบได้ทั้ง 2 ทาง ทันที เข้าใจรวดเร็ว
  • เมนูปรับเป็นภาษาไทยเพื่อความสะดวกในการใช้งาน
อันดับ 3
9
เครื่องแปลภาษา F1 Pro
เครื่องแปลภาษา F1 Pro
  • การแปลได้ถึง 3 รูปแบบ
  • มีโหมดออฟไลน์แปลได้ถึง 12 ภาษา
  • กล้องชัด 5 ล้านพิกเซล ถ่ายรูปแล้วแปลออกมาแม่นยำ
  • รองรับภาษาได้เยอะถึง 88 ภาษา
  • มีการอัปเดตศัพท์ ประโยคใหม่ตลอด

เครื่องแปลภาษา ยี่ห้อไหนดี

รูปแบบการทำงานของเครื่องแปลภาษา

เครื่องแปลภาษา ยี่ห้อไหนดี 2021

1. ทำงานผ่านระบบออนไลน์

เครื่องแปลภาษาชนิดนี้จะต้องมีการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว จุดเด่นคือ การอัปเดตภาษาและคำแปลใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดจากการออนไลน์และการใส่ข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ให้บริการได้เสมอ

2. ทำงานผ่านระบบออฟไลน์

เครื่องแปลภาษารูปแบบนี้ไม่ต้องทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มีการบันทึกคำศัพท์และประโยคที่มักถูกใช้งานบ่อย ๆ ลงไปในตัวเครื่องเรียบร้อย เมื่อเครื่องได้ยินเสียงที่มีความใกล้เคียงกับประโยคนั้นก็จะแปลออกมา สะดวกต่อการใช้งานในทุกพื้นที่

3. ทำงานทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์

เครื่องแปลภาษาประเภทนี้เป็นการนำเอา 2 ระบบมารวมกัน หากพื้นที่ไหนมีสัญญาเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็ใช้งานได้สะดวก แต่ถ้าเชื่อมต่อไม่ได้ก็ยังคงแปลตามปกติ ถือเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากสุด

เลือกเครื่องแปลภาษาอย่างไรให้เหมาะกับตนเอง

เครื่องแปลภาษา ยี่ห้อไหนดี

1. พิจารณาสถานการณ์ที่ใช้เป็นหลัก

ต้องสังเกตตนเองก่อนว่าปกติแล้วมักใช้เครื่องแปลภาษาในสถานการณ์ใด หากต้องออกไปพบเจอชาวต่างชาติบ่อย ก็อาจเลือกระบบออนไลน์ล้วน แต่ถ้าไม่ค่อยได้ไปไหน เน้นการแปลจากหนังสือ ประโยคทางการตายตัว ไม่มีการพลิกแพลง ใช้แบบออฟไลน์จะประหยัดเงินกว่า หรือถ้าใช้ 2 ระบบร่วมกันก็จะดีมากเลย

2. ลักษณะการแสดงผล

เครื่องแปลภาษาแต่ละรุ่นมีการแสดงผลต่างกัน บางรุ่นมีหน้าจอแปลออกมาเป็นภาษาที่ต้องการ บางรุ่นใช้การพูด ควรรู้ว่าตนเองถนัดอ่านหรือฟังมากกว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อใช้งาน

3. ภาษาที่สามารถแปลได้

ส่วนใหญ่มักคิดว่าการมีเครื่องแปลภาษาเอาไว้แปลเฉพาะภาษาอังกฤษ ทว่ายังมีอีกหลายภาษาบนโลกที่บางคนต้องสื่อสาร เช่น ภาษาสเปน, อิตาลี, โปรตุเกส, จีน, เกาหลี, ญี่ปุ่น, รัสเซีย ฯลฯ ให้เลือกยี่ห้อที่มีภาษาเหมาะกับตนเอง ยิ่งมีหลายภาษายิ่งดีมาก

4. ฟังก์ชันอื่น ๆ น่าสนใจ

ปิดท้ายกันที่ลองดูฟังก์ชันของเครื่องแปลภาษารุ่นนั้น ๆ ดูก็ได้ว่ามีลูกเล่นอะไรน่าสนใจหรือไม่ เช่น การแปลศัพท์แสลง สามารถอัปเดตศัพท์ใหม่เพิ่มเติมได้ด้วยการพูด เป็นต้น

รีวิว 5 เครื่องแปลภาษา ยี่ห้อไหนดี ใช้งานได้ครบครัน

ในยุคที่โลกมีขนาดเล็กลงทุกวัน การเข้าใจแค่ภาษาถิ่นของตนเองไม่เพียงพอ ยิ่งใครที่ต้องทำงานหรือมักติดต่อกับชาวต่างชาติบ่อย ทว่าตนเองไม่ได้มีความเก่งกาจด้านภาษามากนัก การรีวิว 5 เครื่องแปลภาษา ยี่ห้อไหนดี ที่กำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ น่าจะช่วยเพิ่มตัวเลือกในการนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นภาษาไหนเป็นหลัก หรือต้องการแบบครบวงจร เลือกด้วยตนเองเลย

1. เครื่องแปลภาษา CheetahTALK AI Voice Translator

เครื่องแปลภาษา CheetahTALK

เริ่มต้นกันที่เครื่องแปลภาษาที่การันตีด้วยยอดขายจาก Amazon สูงสุด ทำงานผ่านระบบ Microsoft AI ซึ่งเป็นฐานข้อมูลจากบริษัทระดับโลก แปลภาษารวดเร็วผ่านระบบเซิร์ฟเวอร์ Cloud เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน CheetahTALK ได้ทั้งระบบ iOS และ Android ก็เข้าถึงการแปลภาษาได้ทันใจ

แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ทำงานต่อเนื่องสูงสุด 2 สัปดาห์ ระดับการกันน้ำ IP54 แปล 2 ภาษาแบบเรียลไทม์ ดีไซน์กะทัดรัด น่าใช้งาน

ถือเป็นเครื่องแปลภาษาที่จะช่วยให้คุณพบเจอกับเพื่อนใหม่และเข้าใจด้านการสื่อสารภายในเวลาอันรวดเร็ว บริษัทผู้ผลิตระดับโลกพร้อมระบบการทำงานจาก Microsoft เชื่อถือได้จริง ภาษาไหนก็ไม่ใช่ปัญหาน่ากังวลอีกต่อไป

คุณสมบัติทั่วไป

  • รองรับได้ 42 ภาษา
  • โหมด Standby ยาวนาน 180 วัน
  • น้ำหนัก 40 กรัม
จุดเด่น
  • มีน้ำหนักเบามาก ขนาดกะทัดรัด พกพาง่าย
  • คลังภาษามาจาก Microsoft
  • แบตเตอรี่ Standby ได้ยาวนาน 180 วัน
  • แปลแบบเรียลไทม์ รวดเร็ว เข้าใจง่าย
  • กันน้ำได้ถึงระดับ IP54
จุดควรพิจารณา
  • ต้องมีการใช้งานกับแอปพลิเคชันมือถือเป็นหลัก
  • ขณะพูดต้องใช้เสียง ใช้คำให้ชัดเจน
  • ไม่มีหน้าจอ ได้ยินเฉพาะเสียงพูด

วิดีโอเกี่ยวกับการใช้งาน

2. เครื่องแปลภาษา F1 Pro

เครื่องแปลภาษา F1 Pro

เครื่องแปลภาษายี่ห้อต่อมาขอแนะนำเลย ใช้งานได้แบบ 3 in 1 แปลจากเสียงโดยตรง กล้องถ่ายภาพแล้วแปล หรือจะอัดเสียงเพื่อแปลก็ตามสะดวก เฉพาะตัวภาพถ่ายแปลได้ถึง 44 ภาษา กล้องคมชัด 5 ล้านพิกเซล มีความแม่นยำสูง

กรณีใช้เสียงเมื่อพูดแล้วแปลออกทันที มีโหมดสร้างกลุ่มสนทนา โหมดเรียนภาษา แบตเตอรี่ใช้ต่อเนื่องได้สูงสุด 8 ชม. แม้ไม่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก็แปลแบบออฟไลน์ได้ถึง 12 ภาษา พร้อมการอัปเดตศัพท์ ประโยคใหม่ให้ตลอด

ใครที่ต้องเดินทางบ่อย หรือไม่ถนัดภาษาแนะนำว่าใช้งานเครื่องนี้จะช่วยให้ภาษารอบตัวของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้นกว่าเดิม จะถ่ายภาพ พูด หรืออัดเสียง ก็สะดวกมาก ไม่ต้องเสียเวลาแปลเองให้ยุ่งยาก พกพาง่าย กะทัดรัด น้ำหนักเบา

คุณสมบัติทั่วไป 

  • รองรับได้ 88 ภาษา
  • โหมด Standby ยาวนาน 8 วัน
  • น้ำหนัก 80 กรัม
จุดเด่น
  • ใช้งานการแปลได้ถึง 3 รูปแบบ
  • มีโหมดออฟไลน์แปลได้ถึง 12 ภาษา
  • กล้องชัด 5 ล้านพิกเซล ถ่ายรูปแล้วแปลออกมาแม่นยำ
  • รองรับภาษาได้เยอะถึง 88 ภาษา
  • มีการอัปเดตศัพท์ ประโยคใหม่ตลอด
จุดควรพิจารณา
  • ใช้งานต่อเนื่องได้น้อยเพียง 8 ชม.
  • โหมด Standby อยู่ได้ไม่เกิน 8 วัน
  • ระบบออฟไลน์พูดภาษาไทยแล้วแปลเป็นภาษาอื่นไม่ได้

3. เครื่องแปลภาษา T8 Pro

เครื่องแปลภาษา T8

สำหรับเครื่องแปลภาษารุ่นนี้รองรับได้ถึง 102 ภาษา แบบ 3 in 1 ไม่ว่าจะเป็นการแปลผ่านเสียง การถ่ายภาพ และการอัดเสียง พิเศษกับระบบออฟไลน์ที่ยังแปลได้ถึง 8 ภาษา พูดเพื่อทำการโต้ตอบได้ 2 ทาง แม้ใช้คนละภาษาก็ตาม กล้องคมชัด 5 ล้านพิกเซล

เมนูปรับเป็นภาษาไทยได้ ใช้สะดวก หน้าจอสี กระตุ้นความสนุกในการแปล ในกรณีที่ออนไลน์แล้วมีสิ่งใหม่อัปเดตตัวโปรแกรมจะเพิ่มเติมข้อมูลให้ตลอดอีกด้วย

เป็นอีกรุ่นของเครื่องแปลภาษาที่เหมาะสมกับคนต้องพบเจอกับภาษาต่างประเทศรอบตัวอยู่บ่อยครั้ง ใช้งานแบบ 3 in 1 รองรับภาษาได้เยอะมาก เดินทางทั่วโลกไม่มีหวั่น แถมหน้าจอสีช่วยเพิ่มความสนุกในการเรียนรู้ ไม่น่าเบื่อด้วย

คุณสมบัติทั่วไป

  • รองรับได้ 102 ภาษา
  • โหมด Standby 8 วัน
  • น้ำหนัก 80 กรัม
จุดเด่น
  • รองรับภาษาได้เยอะมากถึง 102 ภาษาทั่วโลก
  • ใช้งานได้แบบ 3 in 1 แปลภาษารอบตัวง่ายดาย
  • พูดโต้ตอบได้ทั้ง 2 ทาง ทันที เข้าใจรวดเร็ว
  • เมนูปรับเป็นภาษาไทยเพื่อความสะดวกในการใช้งาน
  • มีการอัปเดตข้อมูลใหม่ให้ตลอดเมื่อออนไลน์
จุดควรพิจารณา
  • การใช้งานต่อเนื่องสั้นเพียง 8 ชม.
  • โหมด Standby ใช้งานติดต่อกันได้เพียง 8 วันเท่านั้น
  • โหมดออฟไลน์ภาษาน้อย และไม่มีภาษาไทย

4. เครื่องแปลภาษา T2S 

เครื่องแปลภาษา T2S

เครื่องแปลภาษารุ่นนี้เน้นความถนัดมือ พกพาง่าย เป็นการแปลแบบ 2 in 1 คือ เมื่อพูดแล้วตัวเครื่องจะแปลให้ทันที หรือบันทึกเสียงเพื่อให้แปลก็ได้เช่นกัน พูดตอบโต้ได้ทั้ง 2 ฝ่าย มีความแม่นยำในการแปล หน้าจอสีแบบสัมผัสขนาด 2.4 นิ้ว

ช่วยเพิ่มความสนุกในการเรียนรู้ แปลออนไลน์ง่าย ๆ เพียงแค่เชื่อมต่อ Wi-Fi พร้อมการอัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นคำศัพท์ ภาษาให้อยู่เสมอ

ใครที่อยากได้อุปกรณ์ดี ๆ ไว้ใช้งาน มีความแม่นยำในการแปล มีหน้าจอสีช่วยให้ไม่น่าเบื่อระหว่างใช้ และอัปเดตข้อมูลเพื่อประโยชน์ในอนาคตอยู่ตลอด ถือเป็นอีกรุ่นที่เหมาะกับคนที่ต้องอยู่กับภาษาต่างประเทศเป็นประจำ

คุณสมบัติทั่วไป

  • รองรับได้ 72 ภาษา
  • โหมด Standby 8 วัน
  • น้ำหนัก 80 กรัม
จุดเด่น
  • ขนาดกะทัดรัด พกพาง่าย ใช้งานได้ทุกที่
  • แปลได้อย่างรวดเร็วผ่านวิธีพูดคุยแบบตอบโต้ 2 ฝ่าย
  • หน้าจอสีแบบสัมผัสขนาด 2.4 นิ้ว
  • มีสีให้เลือกดำ ขาว เคฟล่า ม่วง
  • อัปเดตคำศัพท์ ประโยคใหม่ให้ตลอด
จุดควรพิจารณา
  • ใช้งานต่อเนื่องได้เพียง 6 ชม.
  • โหมด Standby ใช้งานติดต่อกันได้เพียง 8 วัน
  • ไม่สามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้

5. เครื่องแปลภาษา iTran

เครื่องแปลภาษา iTran

ปิดท้ายกันที่เครื่องแปลภาษาดีไซน์กะทัดรัด น้ำหนักเบา พกพาง่าย รองรับการแปลแบบอัตโนมัติ เมื่อพูดแล้วแปลได้ทันที ตัวเครื่องมีระบบ Auto Update อัปเดตภาษาใหม่และฟังก์ชันล่าสุดอยู่ตลอดผ่านหน้าจอขนาด 2 นิ้ว

ขนาดแบตเตอรี่ 1,000 mAh เข้าสู่โหมด Standby ได้นานถึง 168 ชม. ใช้งานง่ายมากมีเพียง 3 ปุ่มให้กดเท่านั้น เชื่อมต่อ Wi-Fi มือถือได้อีกด้วย

ใครที่ต้องพบเจอกับชาวต่างชาติบ่อย หรือมีเรื่องต้องใช้งานภาษาต่างประเทศอยู่ประจำ การมีอุปกรณ์ชิ้นนี้พกติดตัวไว้ถือเป็นเรื่องดีมาก ด้วยขนาด น้ำหนักที่เหมาะสม จะใส่เอาไว้ในกระเป๋าเสื้อ หรือช่องภายในเสื้อสูทก็ไม่มีปัญหา

คุณสมบัติทั่วไป

  • รองรับได้ 30 ภาษา
  • โหมด Standby 168 ชม.
  • น้ำหนัก 65 กรัม
จุดเด่น
  • ดีไซน์กะทัดรัด น้ำหนักเบามาก พกพาสะดวก
  • แปลอัตโนมัติ เมื่อพูดแล้วแปลทันที
  • อัปเดตภาษาและฟังก์ชันใหม่ตลอดผ่านระบบ Auto Update
  • โหมด Standby อยู่ได้นานถึง 168 ชม.
  • เชื่อมต่อ Wi-Fi มือถือเพื่อใช้งานได้เลย
จุดควรพิจารณา
  • รองรับภาษาได้น้อยเมื่อเทียบกับรุ่นอื่น
  • ใช้งานโหมดออฟไลน์ไม่ได้
  • ใช้งานต่อเนื่องได้เพียง 6 ชม.

สรุป ควรเลือกซื้อ เครื่องแปลภาษา ยี่ห้อไหนดี

จากที่ได้รีวิวเครื่องแปลภาษามาทั้งหมด 5 รุ่นนี้ เมื่อเทียบฟังก์ชัน คุณสมบัติ และความคุ้มค่าแล้วขอแนะนำเป็นเครื่องแปลภาษา CheetahTALK AI Voice Translator แปลภาษารวดเร็วผ่านระบบเซิร์ฟเวอร์ Cloud เพียงแค่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน CheetahTALK ระดับการกันน้ำ IP54 แปล 2 ภาษาแบบเรียลไทม์

แปลออกมาได้สูงสุดถึง 42 ภาษา ขนาดตัวเล็กกระทัดรัด พกพาสะดวก ผู้ผลิตระดับโลกพร้อมระบบการทำงานจาก Microsoft เรียกว่าน่าเชื่อถือมากๆเลยทีเดียว ใช้เป็นคู่หูในการเดินทางได้ทั่วโลก ตอบโจทย์คนที่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศบ่อย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา คนทำงานทุกอาชีพ

Similar Posts